เรื่องรามายณะในไซอิ๋ว

ซื่อหั้วเต้าเหริน (慈航道人) ใน ห้องสิน (封神演)

เจ้าแม่กวนอิมในเรื่องห้องสิน (Fengshen Yanyi) คือ ฉือหังเต้าเหริน (Cihang Daoren - 慈航道人) ซึ่งเป็น 1 ใน 12 เซียนคุนหลุน (十二金仙) ฝ่ายวิถีจันทร์ ที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรม มีอาวุธสำคัญคือกุณโฑหยกและกระจกส่องวิญญาณ ก่อนจะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาและกลายเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภายหลัง

ไซอิ๋ว ฉบับวชิรญาณ หน้าแรก

ตอนปราบไซ้ทั้ยส่วย (ปีศาจสิงโตกระพรวนทอง พาหนะเจ้าแม่กวนอิม)

หน้า 67 ปราบปีศาจงูแสงอาทิตย์บ้านท่อล้อ (5 ร้อยหลังคาเรือน) ต้นทางเขาชิดเจียดซัว (ทางปิดมีดงมะพลับเน่าเหม็นมาก ให้โป๊ยก่ายแปลงเป็นหมูขุดเปิดทางไป) 

เริ่มหน้า 68 ถึงเมืองจูจี๊ก๊ก 

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินมาหลายเวลาก็หลุดออกจากดงผลมะพลับเน่า ถึงเมืองจูจี๊ก๊ก ก็หายเหม็นจึงเข้าเมืองไปขอหนังสือผ่านทาง ที่สำนักฮ่วยตั๋งก๊วน มีขุนนางข้าราชการสองคอยช่วยเหลือให้ที่พักแก่พระถังซัมจั๋งและลูกศิษย์ทั้งสาม ช่วงรอหนังสือผ่านทาง จากนั้นพระถังซัมจั๋งจึงให้ลูกศิษย์หุงหาอาหารกันเอง ช่วงที่ตนไปเข้าเฝ้าเจ้าเมืองเพื่อขอหนังสื่อผ่านทางที่พระตำหนัก (เง้าห้องเล้า) ฝ่ายเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ที่ประชวรมานานได้ข่าวก็ดีใจให้พระถังซัมจั๋งเข้าเฝ้า

เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กจึงได้ตรัสถามที่มาที่ไปของพระถังซัมจั๋งถึงสาเหตุการเดินทางไปอารธนาพระไตรปิฏกที่ไซที (ชมพูทวีป) พระถังซัมจั๋งจึงถวายพระพรแล้วเล่าให้ฟังว่า ตนและคณะอันเชิญพระไตรปิฏกได้เดินทางมาจากเมืองใต้ถังนั้น เริ่มปฐมกษัตริย์ตั้งแต่ซัมฮ่องเง้าตี่ จนถึงพระเจ้าถังโคโจ๊ฮ่องเต้ รัชกาลก่อนจนถึง พระจักรพรรดิองค์ปัจจุบันที่มีพระนามเดิมว่า “พระเจ้าหลีซีบิ๋น” ได้ขึ้นครองราชย์ ได้รับการถวายพระนามใหม่ว่า “พระเจ้าถังโคโจ๊ฮ่องเต้” ปกครองบ้านเมืองเป็นสุขสืบมาจนที่แม่น้ำเกียฮ้อเมืองซีอาน เกิดน้ำท่วม เพราะมีพระยามังกร (พญานาค) ได้ทำให้ฝนฟ้าตกผิดปกติ ทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้โกรธ สั่งให้งุยเต็งขุนนางใหญ่ของพระเจ้าถังไถจงขึ้นไปจัดการประหารเสียบนสวรรค์ตามฤกษ์ยามที่กำหนด พระยามังกรจึงไปอ้อนวอนขอให้พระเจ้าถังไทจงช่วย พระองค์จึงได้เล่นหมากรุกกับงุยเต็งพบถ่วงเวลาให้พ้นเวลาประหาร แต่งุยเต็งหลับในระหว่างเล่นหมากรุกทำให้ถอดจิตขึ้นไปประหารพระยามังกรได้ วิญญาณพระยามังกรโกรธแค้น ทำให้พระเจ้าถังไทจง ประชวรเหมือนตายแล้วฟื้น เพราะงุยเต็งได้ทำหนังสือส่งไปให้ ทุยปังที่รักษาบาญชีณเมืองนรก ให้ช่วยแก้ไขพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ผู้สวรรคตไปได้สามวันก็กลับฟื้นขึ้นมา เพราะฉนั้น พระองค์จึงได้ทรงพระศรัทธาจะใคร่ทำมะหากุศลกงเต๊กให้เปนการใหญ่ เพื่ออุทิศอานิสงษ์ให้แก่สัตว์นรกทั้งหลาย จึงมีรับสั่งให้พระถังซัมจั๋งเดินทางไปอาราธนาพระไตรยปิฎกที่ประเทศไซที (ชมพูทวีป-อินเดีย)

เมื่อฟังจบเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กก็รำพึงถึงออาการประชวรของตน แล้วก็เชิญพระถังซัมจั๋งไปฉันเจ ที่ตำหนัก (พีเฮียงเต้ย) ฝ่ายเห้งเจีย ก็ให้ ซัวเจ๋งคอยหุงข้าวต้มในที่พัก แล้วออกไปซื้อเครื่องแกงที่ตลาดกับโป๊ยก่าย แล้วเห็นป้ายประกาศให้รางวัลผู้ที่ประกอบยารักษาโรคให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กก็คิดอาสา จึงหายตัวล่องหนแล้วเอาป้ายประกาศไป เมื่อพาโป๊ยก่ายกลับมาที่สำนักฮ่วยตั๋งก๊วน แล้วแกล้งเอาป้ายประกาศใส่ไว้ในอกเสื้อของโป๊ยก่ายขณะหลับ เมื่อตำรวจตามหาว่าใครปลดป้ายประกาศไปมาพบเข้ากับโป๊ยก่ายก็จับตัวไว้ ให้ขันทีผู้เฒ่สอบสวนจนตามมาถึงตัวเห้งเจียที่อ้างตนว่าคือ “ซึงเล่าเอี๊ย” รับอาสารักษาโรคให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ก็เข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบขณะถวายอาหารเจให้พระถังซัมจั๋ง

รบไซ้ทั้ยส่วย ครั้งที่ 1.1 อาการป่วยของเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก (หนุมานถวายตัว + ยกเขาสรรพยา)

เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ก็ดีพระทัยให้เชิญเห้งเจียไปเข้าเฝ้าในเวลานั้น พระถังซัมจั๋งกลัวความผิดเข้ามาติเตียนเห้งเจีย ฝ่ายขุนนางต่างก็ติดเตียมเห้งเจียว่า หน้าตาหน้ากลัวกริยาหยาบช้า ไม่ควรพบให้เข้าเฝ้าใกล้ชิดกลัวปองร้อยท่านเจ้าเมือง เห้งเจียจึงใช้ขนของตนเสกเป็นไหมให้ขันทีเอาไปพันรอบข้อพระกร แล้วตรวจดูการเต้นของเส้นชีพจรซ้ายขวาชีพจรเดินจม ๆ ลอย ๆ ส่วนเส้นชีพจรข้างขวาลมเดินลอยลื่นแลช้า พระเสโทเหงื่อซึมเป็นสีแดง ร้อน ๆ หนาว ๆ พระบังคนหนักถ่ายไม่สะดวก เสวยไม่ได้ แล้วเห้งเจียจึงวินิจฉัยว่า เป็นโรค “ปักษาพลัดคู่” คือโรคใจคิดถึงคนรัก

จากนั้นเห้งเจียจึงให้คนนำเครื่องยาทุกสิ่งแลเครื่องที่จะบดจะตำไปที่สำนักราชการ “ฮ่วยตั๋งก๊วน” มอบให้แก่เห้งเห้งเจีย ๆ ก็ประกอบยาให้ ฝ่าย พระถังซัมจั๋ง ถูกรับสั่งให้พักอยู่ในตำหนักปุนอวยเต้ยในพระราชวัง รอพรุ่งนี้เสวยพระโอสถพระโรคทุเลาแล้วจะได้สนองคุณแลจะได้ส่งไปทั้งจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ด้วย แล้วเห้งเจียกับศิษย์น้องช่วยบทยาที่ประกอบไปด้วย ต้ายอิ๋ง (ต้าหวง หรือ ตั่วอึ้ง หรือรูบาร์บ Rhubarb หรือโกฐน้ำเต้า), "ปาเต้า" ( 巴豆 ลูกสลอด) เขม่าก้นหม้อ (แป๊ะเช้าเซียง ?) ครึ่งถ้วย รากเหลือง (หวงเหลียน หรืออึ่งโน้ย) รากเขียว (ป่านหลานเกิน)

รบไซ้ทั้ยส่วย ครั้งที่ 1.2 อาการป่วยของเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก (มูลโคอสุภราช/โคนันทิ)

ผสมน้ำเหยี่ยวม้ามังกร และน้ำผึ้ง ทำเป็นยาลูกกลอน 3 ก้อน เรียกว่า โอกิมตัน เป็นยาระบายให้เจ้าจูจี๊ก๊ก เสวย กับน้ำฝน (ที่เป็นน้ำไม่มีราก ส่วนน้ำเก็บในโลกมนุษย์ บ่อ สระ คลอง เป็นน้ำมีราก) ที่ได้จากการที่เห้งเจียไปเชิญ พระยามังกร “เง่าก๊วง” แห่งทิศบูรพามาให้ฝน เมื่อพระอาการเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กดีขึ้นหลังเสวยยาเม็ดลูกกลอนของเห้งเจียทำให้ขับเมือกคาวเหม็นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกมา แล้ว ก็มาจัดเลี้ยงอาหารเจ ให้พระถังซัมจั๋ง และมอบประทานเหล้าให้ศิษย์ของพระถังซัมจั๋บ คือ เห้งเจีย โป๊ยก่าย และซัวเจ็ง จากนั้นเห้งเจียจึงถามสาเหตุที่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กป่วยตรอมพระทัย เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อสามปีก่อนเวลาฤดูเดือนเจ็ด เมื่อพระองค์พาพวกสนมนางในแล มเหสีทั้งสามไปยังสวนดอกไม้ พักอยู่ที่หอ (หลิวไฮ้เต๊ง) เสวยสุราชมดอกไม้เล่นแลดูการแข่งเรือ บังเอินเกิดลมพยุห์ใหญ่ แลเห็นบนอากาศมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่ง หน้าตาดุร้ายบอกว่าชื่อไซ้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขา (ขี้ลินซัว) ถ้ำเก๊ยเฉียต๋อง ไม่มีภรรยา ได้ข่าวว่า มเหสีของเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กที่ชื่อ “กิมเซี้ยเกง” งดงามที่สุดด  จึงบังคับให้ส่งนางกิมเซี้ยเกงให้มัน  ไม่เช่นนั้นมันจะกินเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก, ขุนนางแลราษฎรให้หมดทั้งเมือง เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก กลัวภัยร้ายจะเกิดแก่ราษฎร จำต้องส่ง นางกิมเซี้ยเกงให้แก่ปีศาจร้ายไปเมื่อเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำ จึงทำให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กป่วยเป็นโรคปักษาพลัดคู่ถึงสามปี

 แล้วต่อมาเดือน 12 ในปีนั้นปีศาจไซ้ทั้ยส่วยยังมาเอาสาวใช้ไปอีก 2 คน เมื่อปีที่แล้วเดือนห้าก็มาเอาสาวใช้ไปอีก 2 คน ทำให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กให้สร้างตำหนักสำหรับซ่อนปีศาจ ไว้หลบภัยเวลาปีศาจบุกเข้ามา

ด้วยเหตุที่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กและราษฎรเมืองจูจี๊ก๊กถูกรบกวนจากภัยปีศาจนี้เป็นประจำ เห้งเจียจึงอาสาไปปราบปีศาจและพานางกิมเซี้ยเกงคืนมา โดยขณะไปดูตำหนักซ่อนปีศาจ ที่เป็นห้องใต้ดินในสวน 9 ห้อง ลูกน้องของปีศาจไซ้ทั้ยส่วยก็มาพอดีทำให้ทุกคนหลบไปในตำหนักซ่อนปีศาจใต้ดินทันที มีแต่โป๊ยก่าย และซัวเจ็งเท่านันที่เห้งเจียจับไว้ไม่ให้หนีไปไหน

โดยโป๊ยก่ายว่า ผีต้องมากลางคืน แต่มากลางวัน่าจะเป็นปีศาจไซ้ทั้ยส่วย หรือไม่ แล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปประกาศตนว่าเป็น  “ซีเทียนใต้เซียซึงหงอคง” (ฉีเทียนต้าเสิน ซุนวูคง?) ถามว่าปีศาจนั้นคือใคร ปีศาจนั้นก็ว่า ตนคือ “เซียนฮอง” ลูกน้องของท่าน “ไซ้ทั้ยส่วย” ท่านใช้ให้มาน้ำตัวสาวใช้อีก 2 คนไปรับใช้นางกิมเซี้ยเกง แต่เห้งเจียไม่ยอมจึงรบกันบนอากาศ แล้วเห้งเจียก็ใช้กระบองตีทวนของปีศาจหัก จนปีศาจหนีไป แล้วก็ไปพาพระถังซัมจั๋ง เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก และข้าราชการออกมาจากตำหนักลับใต้ดิน แล้วเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ก็ประทานเหล้าให้เห้งเจียเป็นรางวัลขอบคุณ จากนั้นเห้งเจียจึงถามทางไปถ้ำปีศาจ เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ก็ว่าระยะทางประมาณ 3 พันโยชน์อยู่ข้างทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ใช้ม้าวิ่งไปกลับประมาณ 15 วัน จากนั้นเห้งเจียก็ตีลังกา เหาะไป อาสาไปปราบปีศาจและพานางกิมเซี้ยเกงกลับมา

รบไซ้ทั้ยส่วย ครั้งที่ 2 ฆ่าผิดตัว ลูกน้องไซ้ทั้ยส่วย (หนุมานข้ามสมุทร-สุนทรกัณฑ์)

จนถึงเขาแห่งหนึ่งมีไฟและควันลุกขึ้นแล้วหายเป็นระยะ ๆ เวลาหนึ่ง ๆ ดูหน้ากล้า ก็เชื่อว่ามาถึงถ้ำปีศาจแล้ว ก็แปลงตนเป็นแมลงเม้าแอบบินเข้าไปในเขานั้น จนเห็นปีศาจตนหนึ่งขี่ม้าฬ่อถือธงเหลืองออกมา บ่นว่า “ไซ้ทั้ยส่วย” โกรธที่ เซียนฮองลูกน้องของตนใช้ไปเอาสาวใช้จากเมืองจูจี๊ก๊กไม่ได้ ถูกเห้งเจียทำร้ายกลับมา จึงให้เอาหนังสือไปท้า เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กรบ แล้วจะใช้ไฟและทรายทำลายฆ่าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กและประชาชนทั้งหมดแล้วยึดเมือง จากนั้นเห้งเจียก็แปลงเป็นนักบวชหนุ่มเข้าไปหา ถามความกับปีศาจนั้นจนรู้ว่า “นางกิมเซี้ยเกง” ยังครองตนบริสุทธิ์อยู่เพราะได้เสื้อวิเศษจากเซียนท่านหนึ่งใส่แล้วเกิดเป็นเข็มหนามทั่วตัวทำให้ปีศาจแตะต้องตัวไม่ได้ ปีศาจไซ้ทั้ยส่วย จึงพยายามเอาชนะใจนางกิมเซี้ยเกง ด้วยการให้ไปเอาสาวใช้จากเมืองจูจี๊ก๊กมารับใช้นาง เพื่อให้นางยอมถอดเสื้อวิเศษออกเอง แต่นางไม่เคยใจอ่อน

จากนั้นเห้งเจียก็ใช้กระบองตีปีศาจตนนั้นตาย แล้วเอาศพ ธงเหลือง และสารท้ารบนั้นกลับไป เพราะแม้ว่าจะเห็นป้ายชื่อปีศาจนั้นที่ชื่อ “มีมามีไป” แล้วแต่ก็ยังเข้าใจผิดว่าปีศาจลูกน้องตนนี้คือ “ไซ้ทั้ยส่วย” แต่เมื่อนำศพมันกลับมาให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กทอดพระเนตรแล้วก็ทรงบอกว่าไม่ใช่ ปีศาจไซ้ทั้ยส่วยที่ลักพานางกิมเซี้ยเกงไป เพราะเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเคยเห็นปีศาจนี้ชัด ๆ ถึง 2 ครั้ง จำได้ว่า ปิศาจใซ้ทั้ยส่วย สูงกว่าสี่ศอกหน้าอวนท้วนเปนมันเงา เหลืองดุจสีทองเสียงดุจฟ้าลั่น ไม่มีรูปร่างหยาบคาย (ผอม ?)

รบไซ้ทั้วยส่วย ครั้งที่ 3 ได้ประคำทองตามหานางกิมเซี้ยเกง (หนุมานถวายแหวน)

จากนั้นเห้งเจียก็อาสากลับไปตามนางกิมเซี้ยเกงอีก โดยขอของที่เป็นพยานให้นางรู้ว่า เห้งเจียเป็นคนที่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กส่งมา เจ้าเมืองจึงให้คนไปเอาประคำทองที่นางรักให้เห้งเจียไป เมื่อได้ประคำทองแล้วเห้งเจียก็ซ่อนไว้ในเสื้อ แล้วเหาะไปยังจุดที่ปีศาจถูกตีตายนั้น แปลงเป็นปีศาจนั้นถือธงเหลืองขี่ม้าล้อกลับไปถ้ำปีศาจ เห็นปีศาจไซ้ทั้ยส่วยนั่งบนตั่งทองเข้าเฝ้ามันฐานะของปีศาจมีมามีไป แจ้งว่าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กได้รับสารท้ารบแล้ว แล้วก็ไปเฝ้านางกิมเซี้ยเกง ตามคำสั่งของปีศาจไซ้ทั้ยที่ให้ปีศาจมีมามีไป ไปหลอกให้ความหวังแก่นางว่า เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเตรียมทัพใหญ่อาจจะรบชนะได้เพื่อให้นางคายความทุกข์ เวลาที่ปีศาจไซ้ทั้ยส่วยยกไปฆ่าคนล้างเมืองจูจี๊ก๊กแล้วจะได้ไม่ทุกข์ใจมาก ก็เป็นเหตุให้เห้งเจียที่ปลอมเป็นปีศาจมีมามีไป เข้าไปหานางกิมเซี้ยเกง ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงอยู่ในตำหนักงามมีนางปีศาจเสือป่า (แมวป่า) และนางปีศาจละมั่ง แปลงเป็นสาวรับใช้สองคนคอยรับใช้อยู่ แล้วเห้งเจียก็ขอเจรจาเป็นความลับกับนาง เมื่อนางให้ปีศาจสาวรับใช้ออกไป เห้งเจียก็เปิดเผยความจริงให้นางรู้ว่าตนคือผู้รับอาสาเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กมาปราบปีศาจและช่วยนางกลับเมือง แต่นางนิ่งไปเหมือนไม่เชื่อ เห้งเจียจึงเอาประคำทองที่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กฝากมาให้เป็นหลักฐาน นางจึงตอบรับความช่วยเหลือจากเห้งเจีย แล้วถามถึงอาวุธวิเศษที่ปีศาจไซ้ทั้ยส่วย จะใช้ปล่อยไฟและทรายทำลายเมืองจูจี๊ก๊ก

รบไซ้ทั้วยส่วย ครั้งที่ 4 (ลักกล่องดวงใจทศกัณฐ์)

นางกิมเซี้ยเกง เล่าว่า “จอมปีศาจมีระฆังเล็กสามใบ ระฆังใบแรก เมื่อสั่นทีหนึ่ง แล้วจะมีไฟสว่างขึ้นได้สามร้อยวาเผาคนให้ตาย ระฆังใบที่ 2 สั่นทีหนึ่ง จะเกิดควันออกสามร้อยวา ระฆังใบที่ 3 สั่นที่หนึ่ง ก็เกิดมีทรายออกสามร้อยวา โดยที่เป็นทรายนี้เมื่อสัดถูกคนจะตายทันทีหน้ากลัว โดยจอมปีศาจเก็บระฆังวิเศษไว้ข้างกายตลอดเวลา โดยผูกติดกับบั้นเอวตลอดทั้งเวลานั่งนอนยืนเดิน” ดังนั้นเห้งเจียจึงออกอุบายให้นางกิมเซี้ยเกงไปเล้าโลมลวงเอาระฆังวิเศษทั้ง 3 จากจอมปีศาจ “ไซ้ทั้ยส่วย” อ้างว่าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กมีมเหสีใหม่แล้วนางจึงยอมเป็นมเหสีจอมปีศาจดีกว่า แล้วให้นางขอระฆังวิเศษมาเก็บรักษาไว้ เป็นสัญญารัก แล้วเห้งเจียจะไปขโมยจากนางมาอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นเห้งเจียในรูปปีศาจมีมามีไปจึงเอาระฆังวิเศษมาลองใช้หน้าถ้ำปีศาจ แต่ใช้ไม่เป็นทำให้เกิดไฟไหมหยุดไม่ได้ ทำให้จอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วยรู้ตัวจริงของเห้งเจีย แล้วเอาระฆังวิเศษคืนไป ดังนั้นเห้งเจียจึงปลอมเป็นนางชุนเกียว สาวใช้ของนางกิมเซี้ยเกงที่นางใช้ให้ไปเอาโคมไฟให้ แล้วลอบมาลักระฆังวิเศษอีกรอบ โดยแกล้งมอมเหล้าจอมปีศาจให้ไร้สติ แล้วเสกขนเป็นไร จำนวนมากใส่เข้าไปที่เสื้อของปีศาจไซ้ทั้ยส่วย แล้วช่วยถอดเสื้อผ้าของไซ้ทั้ยส่วย ออกเพื่อขับไล่แมลง แล้วเสกขนเป็นระฆัง 3 ใบ ใส่ผูกเอวไปให้จอมปีศาจ แทนแล้วเก็บซ่อนระฆังวิเศษของจริงไว้ ภายหลังจอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วยก็เอาระฆังปลอมทั้ง 3 ใบให้นางกิมเซี้ยเกงเก็บรักษาไว้

ไม่นานต่อมาเห้งเจียเมื่อได้ระฆังวิเศษของจริงแล้ว ก็ออกมาหน้าถ้ำท้าจอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วยรบ จอมปีศาจสู้เห้งเจียไม่ได้ขอกลับเข้าไปกินข้าว แล้วขอระฆังวิเศษจากนางกิมเซี้ยเกงมารบต่อ แต่เห้งเจียก็มีระฆังเหมือนกัน โดยเห้งเจียอ้างว่าของจอมปีศาจเป็นระฆังเพศผู้ ของเห้งเจียเป็นระฆังเพศเมีย ทำให้จอมปีศาจสงสัยว่า ระฆังทองของตนหลอมจากหลอมโดยโพธิสัตว์ในเบ้าโป๊ยก่วยในสวรรค์ชั้นดุสิตจะมีเพศผู้เพศเมียได้อย่างไร? แต่เมื่อจอมปีศาจสั่นระฆังทั้งสามใบ ไฟ ควัน และทรายก็ไม่ออกมา แล้วเห้งเจียก็สั่นระฆังใบแรกเรียกไฟออกมาเผาจอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วย ทำให้พระโพธิสัตว์กวนอิมต้องเสด็จมารับจอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วย

รบไซ้ทั้วยส่วย ครั้งที่ 5 บุพพกรรมเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก - อุตตรกัณฑ์รามายณะ

 (เรื่องท้าวทศรถฆ่าพราหมณ์หนุ่มเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นกวาง , รามายณะ– สุวัณณสามชาดก, บุพพกรรมของนางสีดาในพระรามชาดก ? อิทธิพลจากชาดกที่เป็นเรื่องเล่าของพระรามในกลุ่มชนชาติลาว-ไทยชัดเจน)

จอมปีศาจไซ้ทั้ยก็คือสิงโตขนทองพาหนะของพระโพธิสัตว์กวนอิม เดิมชื่อว่า กิมม่อเฮ้า เพราะวันหนึ่งคนเฝ้านอนหลับ มันกัดเชือกที่ผูกขาดจึงได้หนีมา แลจะมาแก้ให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กพ้นโทษที่กระทำผิดไว้ คือในอดีตเมื่อเวลาพระราชบิดาของเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กนี้ยังครองราชสมบัติอยู่ พอพระไทยเที่ยวประพาดป่ายิ่งเนื้อ พาพวกทหารแลสุนักข์ไปไล่เนื้อ เข้าไปที่ชายเขา (โละโห้งปอ) ในที่นั้นมีนกยูงทองของพระจุ๊นที้โพธิสัตว์ (ปรากฏเป็นจุนทีเต้าหยินในเรื่องห้องสิน) เกิดลูกสองตัว ผู้หนึ่งเมียหนึ่งปีกขนยังอ่อน บินมาเกาะที่ชายเขา ถูกพระราชโอรส (เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กองค์ปัจจุบัน) เอาธนูยิงถูกลูกนกยูงตัวผู้ ตัวเมียก็ตามลูกศรบินกลับไปหาพระจุ๊นทิ้โพธิสัตว์ ผลกรรมอันนั้นจึงบันดานให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเป็นโรคและพลัดคู่ไปสามปี ตอนนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมขี่สิงโตทอง (ไซ้ทั้ยส่วย) อยู่ที่นั้น ทำให้สิงโตทองจำเหตุการณ์นั้นได้ มันจึงหนีลงมาเป็นจอมปีศาจไซ้ทั้ยส่วยแล้วชิงเอามะเหสีของเจ้าจูจี๊ก๊ก (นางกิมเซี้ยเกง) ไปสามปี เพื่อช่วยล้างเวรที่เป็นผลของบาปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก

แต่เห้งเจียว่า มันทำให้นางกิมเซี้ยเกง มีมลทินเสียชื่อเสีย ดังนันขอตีมันด้วยพลอง 20 ที่แล้วค่อยให้พระโพธิสัตว์กวนอิมรับตัวคืนไป แต่พระโพธิสัตว์กวนอิมขอบิณฑบาตความเมตตาจากเห้งเจีย แล้วเรียกระฆังทองคำทั้ง 3 ใบคืนจากเห้งเจีย ไม่เช่นนั้นจะร่ายคาถามงคลรัดเกล้า เห้งเจียตกใจจึงยอมปล่อยสิงโตทองคำ และส่งระฆังคืนพระโพธิสัตว์กวนอิม แล้วก็บุกเข้าไปที่ถ้ำฆ่าปีศาจจนหมดและเชิญนางกิมเซี้ยเกงกลับเมือง เห้งเจียจึงเอาหญ้ามัดเปนเชือกเข้าเส้นหนึ่ง บอกให้นางกิมเซี้ยเกงยึดไว้ (ขึ้นนั่ง?) แล้วให้หลับตาเสีย (ไม่สัมผัสนางโดยตรง) เห้งเจียก็บันดานเป็นสายลมพัดส่งไป มาประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงพระราชวังใน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้น ร้องเรียกว่ากิมเซี้ยเกงฮ่องเฮ้าจงลืมตาเถิดมาถึงวังแล้ว นางกิมเซี้ยเกงก็ลืมตาขึ้นเห็นรั้ววังจำได้มีความยินดีเปนที่ยิ่ง พร้อมกับเห้งเจียเดินขึ้นบนปราสาท

รบไซ้ทั้วยส่วย ครั้งที่ 6 นางกิมเซี้ยเกง (ราชวังทอง) คืนเมือง (สีดาลุยไฟ)

เมื่อนางกิมเซี้ยเกง มาพบเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก เจ้าเมืองก็สัมผัสนางไม่ได้ เจ็บปวดเหมือนมีหนามตำ ล้มลงจนพระชายารองทั้งสองคือ  เง็กเซี้ยเกง (ราชวังหยก) และ งึ้นเซี้ยเกง (ราชวังเงิน) ต้องช่วยให้ลุกขึ้น เวลานั้นเซียนจี๋เอี๊ยงจินหยิน เหาะมาแล้วเล่าให้ฟังว่าเมื่อตนจะไปประชุมที่พระพุทธเจ้า ข้ามมาทางนี้ก็เห็นเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กมีเวรพลัดคู่ได้ความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความวิตก กลัวว่าปิศาจไซ้ทั้ยส่วยจะพานางไปทำอุลามก วันน่าจะมิได้กลับมาอยู่ด้วยเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก เซียนจี๋เอี๊ยงจินหยิน จึงเอาต้นหนามพุงดอมาทำให้เปนเสื้อปักไหมทองวิเศษตัวหนึ่ง แล้วนำมาให้แก่ปิศาจไซ้ทั้ยส่วย สั่งให้ใส่แต่งนางเป็นภรรยาตอนเข้าหอใหม่ ครั้นนางใส่เสื้อเข้าแล้ว ตัวนางก็เกิดเปนหนามอันมีพิศม์ขึ้นทั่วร่างกาย เมื่อรู้ข่าวว่าเห้งเจียปราบปิศาจสำเร็จแล้ว จึงมานำเสื้อหนามวิเศษกลับไปแล้วลาเหาะขึ้นเวหากลับไปยังที่อยู่ของตน

รบไซ้ทั้วยส่วย ครั้งที่ 7 พระถังซัมจั๋ง และศิษย์ทั้งสามออกเดินทางต่อ

(พระรามไปป่าครั้งที่ 2 ท้ายเรื่องรามายณะ)

จากนั้นเห้งเจียจึงเล่าความที่พระโพธิสัตว์กวนอิมจับปิศาจไปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กทราบทุกประการ เจ้าเมืองและขุนนางทั้งหลายก็สรรเสริญและชักชวนขอร้องในคณะของพระถังซัมจั๋งประจำอยู่ที่เมืองจูจี๊ก๊ก แต่เจ้าเมืองอ้อนวอนถึงสามครั้ง พระถังซัมจั๋งก็ไม่ยอมอยู่ พระองค์จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางประทับตราเสร็จแล้วก็ถวายพระถังซัมจั๋งไป แล้วรับสั่งให้ขุนนางจัดราชรถนิมนต์พระถังซัมทั้งขึ้นนั่งบนรถแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระญาติวงษ์พงษาแลข้าราชการก็ตามออกมาส่งจนนอกกำแพงเมืองจึงได้กลับ (จบหน้า 71)

(ออกจากเมืองจูจี้ก๊ก ไปบิณฑบาตที่ถ้ำปีศาจแมงมุมจนถูกจับไป ถึงศึกปีศาจแมงมุม หน้า 72)

🙏🙏🙏🙏🙏


ซีโหยวจี หรือไซอิ๋วตอนปราบไซ้ทั้ยส่วย (สิงโตระฆังทองคำ)


ซื่อหั้วเต้าเหริน/ฉือหังเต้าเหยิน (慈航道人) ในเฟิงเฉิน/ห้องสิน (封神)


รามายณะในเรื่องไซอิ๋ว เรื่องเล่าที่ 1












Comments

Popular posts from this blog

การพัฒนาตนเอง ด้วยบาร์เบล